ร้านหนังสือ
“โต๊ะ โตะ จัง”
“โลกของโซ…ฟี
“เจ้า ชาย น้อย”
“เฮ้ย ไปเร็ว!” เสียงเรียกปลูกเด็กชายให้ตื่นจากภวังค์ ก่อนที่ความวุ่นวายของรถราบนท้องถนนจะแทรกเข้ามาเวียนว่ายในโสตประสาทอีกครั้ง
ตูนอายุ 10 ขวบแล้ว จริงๆ ปีนี้เขาน่าจะเรียนอยู่ชั้นปอห้า แต่หลังจากจบชั้นปอสาม เด็กชายก็ต้องออกจากโรงเรียน เพื่อมาอยู่ดูแลและช่วยป้าทำงาน
ป้าหาเลี้ยงตูนมานาน ทำงานหนักจนเป็นโรคไขข้อ จะลุกจะนั่งก็ลำบาก ตูนเคยไปหาหมอกับป้า หมอบอกตูนว่าควรดูแลป้าให้ดี อย่าให้ป้าทำงานหนัก ไม่งั้นป้าอาจจะเดินไม่ได้อีกเลย ป้าจึงออกจากงานทำความสะอาดที่ทำอยู่ มานอนพักอยู่บ้าน ตูนตั้งใจว่าเขาจะพยายามทำงานหาเงินรักษาป้าให้หาย ที่จริงแล้ว
ตูนก็อยากเรียนจนจบปอหก เพราะจะได้มีงานดีๆ ทำ เหมือนที่ครูเคยบอกว่า เรียนสูงๆ จะได้เป็นเจ้าคนนายคน แต่เมื่อป้าไม่สบายแบบนี้ การออกมาทำงานจึงเป็นวิธีดีที่สุด
ทุกๆ วัน ตูนจึงออกไปทำงานกับปอมและป่าน
ปอม ป่าน และตูนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่จำความได้ เพราะชายคาบ้านอยู่ติดกัน แต่จะว่าไปแล้วบ้านในชุมชนก็มีหลังคาติดกันเกือบทั้งหมด พูดว่าบ้านของทั้งคู่ มีผนังติดกับบ้านของตูนน่าจะดีกว่า ปอมกับป่านเป็นพี่น้องกัน ปอมเป็นพี่ ป่านเป็นน้องและมีอายุ 10 ขวบเท่ากับตูน ทั้งสองไม่ได้ไปโรงเรียน ปอมออกจากโรงเรียนตั้งแต่ปอสี่ เขาบอกว่าไม่รู้จะไปโรงเรียนทำไม ไปแล้วไม่ได้เงิน ส่วนป่านนั้นก็ออกจากโรงเรียนพร้อมกับตูน ตอนอยู่ปอสาม ทั้งคู่อยู่กับพ่อแม่ พ่อเป็นคนทำความสะอาดตึก ป่านเคยบอกว่าพ่อของเขาทำงานได้เงินเยอะมาก เพราะไม่ค่อยมีใครอยากปีนขึ้นไปเช็ดกระจกบนตึกสูงๆ ส่วนแม่ของพวกเขาเป็นคนทำพวงมาลัย แม่ของปอมกับป่านเป็นคนใจดีมาก เพราะนอกจากแม่จะให้เงินตูนเป็นค่าขายพวงมาลัยทุกวันแล้ว บางวันยังมีข้าวสารและกับข้าว ให้เขาเอาไปฝากป้าอีกด้วย
ทุกๆ วัน พวงมาลัยวันละร้อยพวงจากฝีมือแม่ของปอมและป่านจะถูกยกใส่คานหาบ แล้วตูน ปอม ป่านก็จะหาบพวงมาลัยออกไปขายตั้งแต่ก่อนเจ็ดโมงเช้า
ร้านหนังสือร้านนี้เปิดตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า พวกเขาต้องผ่านร้านหนังสือนี้ทุกวัน เพื่อไปรอขายพวงมาลัยตรงสี่แยก ปอมเคยพูดว่า เดชะบุญที่คนไทยส่วนใหญ่เป็นคนพุทธ และเชื่อเรื่องผีสาง เพราะไม่งั้นก็คงขายพวงมาลัยไม่ได้ และก็คงอดตายกันเป็นแถว ปอมชอบขายพวงมาลัย เขาฝันว่าสักวันจะทำร้านขายพวงมาลัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก และก็มีหลายๆ ร้าน แต่ต้องมีชื่อเดียวกันหมด แบบร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ส่วนป่านก็บอกว่า เขาจะเล่นกีต้าร์แล้วอัดใส่เทปให้พี่ พอมีคนเดินเข้ามาในร้าน ก็จะมีเสียงดนตรี ซื้อพวงมาลัยเสร็จเดินออกไป ก็จะมีเสียงดนตรี เหมือนที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นมีเสียงปิ๊งป่อง ปิ๊งป่อง เวลาคนเดินเข้า เดินออก ป่านอยากเป็นคนเล่นดนตรีที่เก่งที่สุดในโลก
ตูนเองก็อยากทำอะไรเป็นที่สุดในโลกเหมือนกัน ตูนอยากจะเขียนหนังสือให้เก่งที่สุดในโลก เขียนหนังสือดีๆ ให้ทุกคนอ่าน และตูนก็อยากมีร้านหนังสือด้วย แน่นอนว่าร้านของตูนก็จะต้องใหญ่ที่สุดโลก มีหนังสือเยอะแยะมากมาย และที่สำคัญต้องเป็นร้านที่อนุญาติให้คนที่ไม่ใส่รองเท้าทั่วโลก เข้าไปอ่านหนังสือได้อย่างสบายใจ เพราะพวกเขาทั้งสามเคยเข้าไปอ่านหนังสือในร้านหนังสือนี้ แล้วก็โดนไล่ออกมา ตูนคิดว่านั่นคงเป็นเพราะพวกเขาไม่มีรองเท้าใส่ ถึงเข้าไปอ่านหนังสือแบบคนอื่นไม่ได้ เขาเล่าเรื่องนี้ไปให้ป้าฟัง ป้าบอกว่าคนมักมองคนไม่ใส่รองเท้าเป็นขี้ขโมย เพราะคนไม่ใส่รองเท้าจะวิ่งเร็วกว่าคนใส่รองเท้า และขโมยก็ต้องวิ่งเร็วมาก จะได้ไม่โดนตำรวจจับ แต่เรื่องนี้ก็ถูกปอมแย้ง ปอมบอกว่าขี้ขโมยยังวิ่งช้ากว่าคนขายพวงมาลัย เพราะคนขายพวงมาลัยต้องวิ่งหลบรถ แล้วรถก็วิ่งเร็วกว่าตำรวจหลายเท่า ทุกคนหัวเราะกับคำพูดของปอม แล้วเรื่องรองเท้าก็ถูกลืมไปในที่สุด แต่ความฝันที่อยากเขียนหนังสือให้เก่งที่สุดในโลกของตูนยังคงอยู่
ตอนเรียนอยู่ปอสาม ตูนเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งในห้องสมุดของโรงเรียน ชื่อว่าผีเสื้อกับดอกไม้ เป็นเรื่องของเด็กผู้ชายชื่อฮูยัน ที่อยู่กับพ่อและน้องอีกสองคน เขาต้องออกจากโรงเรียนมาทำงานช่วยครอบครัว เหมือนตูนในตอนนี้ แต่ฮูยันทำงานหนักกว่าหลายเท่า ทั้งขายไอศครีม ทั้งขนข้าวสารขึ้นลงรถไฟ แถมยังต้องหลบตำรวจอีกด้วย ตูนโชคดีกว่าฮูยันมาก เพราะเขาขายแค่พวงมาลัยอย่างเดียว และไม่ต้องหลบตำรวจ เพียงแต่ต้องหลบรถที่ออกตัววิ่งเร็วตอนไฟเขียวขึ้นเท่านั้น และเรื่องราวของผีเสื้อกับดอกไม้นี่เอง ที่ทำให้ตูนอยากเขียนหนังสือบ้าง
ตูนอยากเขียนเรื่องราวต่างๆ บนโลกให้คนได้อ่าน เพราะครูเคยบอกว่าหนังสือทำให้คนได้รู้ในหลายๆ เรื่อง บางคนอาจรู้เรื่องบางเรื่องเป็นอย่างดี แต่ก็อาจไม่เคยรู้ในอีกเรื่องเลย ตูนเห็นด้วยกับที่ครูพูด เพราะเขารู้เรื่องขายพวงมาลัยดี ว่ารถฝั่งนี้จะจอดนานแค่ไหน ฝั่งนี้ไฟเขียวแล้ว ฝั่งไหนจะไฟเขียวต่อ เมื่อใดที่เขาต้องออกจากถนน และต้องวิ่งเร็วแค่ไหนเพื่อไม่ถูกรถชน แต่เขาคงไม่รู้เลยว่าการหลบตำรวจบนรถไฟเป็นยังไง ต้องหลบไปที่ไหน รถไฟวิ่งเร็วมั้ย และทำยังไงจึงจะปลอดภัย หากเขาไม่ได้อ่านหนังสือที่บอกว่าฮูยันทำอะไรบ้าง ในเรื่องผีเสื้อและดอกไม้
“ตูน มึงอยากอ่านหนังสือพวกนั้นมากเลยเหรอวะ” ปอมถามขึ้น หลังจากไฟแดงที่สี่แยกหมดไปหนึ่งรอบ
“อยาก แต่ไม่มีตางค์”
“เออสิ แพงตายห่า เล่มนิดเดียว ตั้งร้อยกว่าบาท แล้วมีแต่เรื่องน้ำเน่า”
“ฉันก็อยาก ฉันอยากอ่านเรื่องเจ้าชายน้อยนั่นน่ะ” ป่านพูดขึ้น
“มึงก็อยากอ่านด้วยเหรอวะ!” ปอมถามเสียงสูง เขาเคยเห็นแต่ตูนที่มักยืนเกาะกระจกดูหนังสือ แต่ยังไม่เห็นป่านทำแบบนั้นสักครั้ง
“อยากสิ ก็ตอนนั้นน่ะ ฉันอ่านเล่มนี้”
“ฮ่าๆๆ ตอนนั้นมึงอ่านทันด้วยเหรอไอ้ป่าน กูตดยังไม่ทันหายเหม็น ก็โดนไล่ออกมาซะแล้ว” ปอมพูด แล้วทั้งสามก็หัวเราะพร้อมกัน
“ฉันดูรูป มีรูปเครื่องบิน เจ้าชายน้อย แล้วก็ช้างในท้องงูเหลือม ท่าจะสนุก”
“เครื่องบิน เจ้าชายน้อย แล้วก็ช้างในท้องงูเหลือม มันไปเกี่ยวกันได้ไงวะ…เออ ! แต่ช่างแม่ง ตอนนี้มาอีกรอบแล้วเว้ย!” ปอมตะโกน แล้ววิ่งนำหน้าไปบนถนนที่มีรถจอดเรียงรายกันอีกครั้ง
“พวงมาลัยคร้าบ พวงมาลัย พวงมาลัยมั้ยพี่…..”
เสียงรถยังคงดังสม่ำเสมอ มันเป็นธรรมดาของวันศุกร์ที่มีรถเยอะจนถึงดึก และแม่ก็จะให้พวงมาลัยมาเยอะกว่าปกติ หรือบางทีก็เอาพวงมาลัยมาส่งเพิ่มให้ในตอนบ่าย และพวกเขาก็จะอยู่ขายจนกว่ารถจะเหลือน้อยที่สุด และวันนี้ก็เช่นกัน ปาเข้าไปสี่ทุ่มแล้ว เด็กชายทั้งสามพากันเดินกลับบ้าน ผ่านร้านหนังสือร้านเดิม
ร้านหนังสือปิดแล้ว ร้านนี้เปิดแต่เช้า และปิดเร็วตั้งแต่ก่อนสามทุ่ม แต่ก็ดีตรงที่ไม่มีประตูเหล็กแบบลากลงมาปิดเหมือนร้านอื่นๆ ทำให้แสงไฟจากถนนส่องลงมาเห็นหนังสือที่โชว์หน้าร้านได้ เจ้าชายน้อย โต๊ะโตะจัง โลกของโซฟี เด็กชายจากดวงดาว ความสุขของกะทิ และอีกหลายเล่มยังวางอยู่ที่เดิม
“ข้านึกอะไรออกแล้ว” ปอมพูดขึ้นขณะเดินผ่านหน้าร้านหนังสือ
“พวกแกอยากอ่านไอ้หนังสือพวกนี้มากใช่มั้ย” ปอมเปลี่ยนมาทำเสียงจริงจัง เขาดูเป็นผู้ใหญ่เกินอายุสิบสองปีขึ้นมาทันที
เด็กชายทั้งสองพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปมองในร้านหนังสือ ตูนคิดว่าบางทีปอมอาจจะแอบเอาเงินขายพวงมาลัยของวันนี้ มาซื้อหนังสือให้เขากับป่านอ่านก็เป็นได้ แต่ร้านก็ปิดแล้ว หรือปอมจะให้จองก่อนว่าจะเอาเล่มไหน แล้วพรุ่งนี้จะมาซื้อให้ แต่ยังไม่ทันที่ตูนจะคิดว่าอยากได้เล่มไหน เสียงกระจกแตกก็ดังขึ้น จนเขาสะดุ้งโหย๋ง ปอมทุบกระจกด้านล่างของประตูร้านหนังสือจนแตกกระจาย แล้วรัวทุบซ้ำอีกสามสี่ครั้งจนกระจกแตกหลุดออกจากขอบไม้ กลายเป็นช่องโหว่ ก่อนจะหันมองซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว แล้วรีบมุดตัวเข้าไป
“เข้ามา!” ปอมทำเสียงจริงจัง
“พี่ทำอะไร!” ป่านกระซิบถามเสียงเข้ม ยังไม่ยอมขยับตัว
“เข้ามา!” ปอมไม่ตอบ แต่ออกคำสั่งเสียงแข็ง เด็กชายทั้งสองไม่รอช้า รีบมุดตามเข้าไปในร้านหนังสือทันที
“พี่ปอม มันไม่ดีนะ” ตูนทำเสียงกระซิบ
“ใช่! ไปกันเถอะนะ เดี๋ยวแม่ด่า กลับบ้านช้า” ป่านพูดน้ำเสียงปนสะอื้น
“พวกมึงรีบไปหยิบหนังสือที่อยากได้เร็วๆ แล้วเราจะได้กลับบ้าน” ปอมพูดพร้อมกับรีบเดินไปหยิบหนังสือ
“พี่ปอม เราไม่ขโมยนะพี่” ตูนรีบพูด
“ไอ้ตูน หุบปากมึงไปเลย มึงไม่ใช่เหรอที่อยากอ่านหนังสือมากกว่าใครเขาน่ะ รีบๆ เลย ไม่มีเวลา เดี๋ยวอ่านเสร็จ ค่อยเอามาคืนเขาก็ได้” ปอมพูดแล้วหันไปหยิบหนังสือต่อ เขาต้องไม่ปล่อยให้เวลาเสียไป วันก่อนเขาเข้ามาอ่านหนังสือเรื่องท่องโลกกว้าง เป็นเรื่องของสัตว์มากมายที่ไม่เคยรู้จัก จะว่าไปก็ไม่ใช่อ่านเสียทีเดียว เพราะเขาเองก็ได้แค่ดูรูป ยังไม่เกินห้าหน้าเสียด้วยซ้ำ
“ข้าเอาเจ้าชายน้อยมาแล้วตูน อ่านด้วยกันก็ได้ เอาเล่มเดียวก็พอ” ป่านทำเสียงกระซิบบอกตูน ที่กำลังจะเอื้อมมือหยิบเจ้าชายน้อย
“งั้นข้าเอานี่ ชื่อเฒ่าผจญทะเล ข้าอยากเห็นทะเล แล้วก็โลกของโซฟีนะ แกไม่ต้องเอาแล้วนะป่าน แล้วก็โต๊ะโตะจัง เออ…ไม่เอาดีกว่าโต๊โตะจัง สงสัยเป็นเรื่องผู้หญิงเกินไป” ตูนบ่นพึมพำพร้อมกับเลือกหยิบหนังสือ เขาไม่เคยรู้สึกสนุกและมีความสุขมากเท่านี้มาก่อน มีหนังสือมากมายให้เขาได้หยิบตามใจชอบ แม้จะไม่มีเวลาเปิดดูข้างใน แต่แค่อ่านชื่อเรื่องก็ทำให้เขาอยากอ่านแล้ว
“โอโห้ โรงงานช๊อกโกแลต ข้าว่าน่าจะสนุก” ป่านร้องขึ้น แล้วหันไปถามตูนด้วยเสียงตื่นเต้น
“เฮ้ย! ตูน เล่มนี้อ่านว่าอะไรวะ”
“…..เอ่อ…อ่านไม่เป็น”
“แฮรี่ พอตเต้อ! ไม่ต้องเอา มันใหญ่แล้วก็หนัก ดูสิ! มีตั้งหลายภาค กว่าจะอ่านจบ ก็ตายกันพอดี” ปอมออกคำสั่ง
หันไปทางซ้าย ทางขวา ข้างหน้า ข้างหลัง ก็มีแต่หนังสือ ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งนี้ กลายเป็นโลกใบกว้างที่ทำให้พวกเขาทั้งสามลืมทุกสิ่ง
เวลาล่วงเลยไปนาน จนเสียงรถบนถนนเริ่มกลับมาอีกครั้ง
“เฮ้ย แม่ง! ลืมดูเวลา!”
“พี่ปอม เราจะขนหนังสือไปยังไง ของฉันเยอะเลย”
“ของฉันด้วย”
“อะไรอ่านด้วยกันได้ ก็เอาไปเล่มเดียว แล้วเล่มใหญ่ๆ ก็อย่าเอา…อะไรเนี่ยไอ้ตูน! หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว เล่มหนาขนาดนี้ มึงจะเอาไปทำไม!”
“แล้วนี่อะไรไอ้ป่าน! น่าเนีย นาเนีย ห่าอะไรเนี่ย บอกว่าไม่เอาแฮรี่พอตเต้อ เพราะมันมีหลายภาค แล้วไอ้เรื่องนี้..มึงดูสิ มันมีตั้งกี่ตอน!”
“แต่มันมีสิงโตนะพี่ ฉันอยากอ่าน” ป่านทำเสียงเศร้า
“ไม่ต้องเอา มันเยอะเกิน เอาเล่มนี้ไปแทนละกัน ใหญ่หน่อย แต่มีเล่มเดียว อ่านว่าอะไรวะ…ดอน ดอน กิโยเต้ เอาไป!” ปอมยัดหนังสือใส่มือป่าน ก่อนจะรีบถอดเสื้อตัวเอง
“ถอดเสื้อ แล้วมัดปลายทำเป็นถุงแบบนี้” ปอมสาธิตให้เด็กชายทั้งสองดูด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะรีบหยิบหนังสือของเขาใส่ลงไป หนังสือของปอมเล่มใหญ่กว่าหนังสือที่เด็กชายทั้งสองเลือก แต่ก็บางกว่ามาก ส่วนใหญ่เป็นหนังสือสารคดีสัตว์ มีรูปถ่ายที่สวยงามมากมาย
ป่านและตูนรีบทำตาม และในไม่ช้าทั้งสามก็ได้ถุงหนังสือที่อยากอ่านคนละถุงใหญ่ พวกเขาอยากกลับถึงบ้านเร็วๆ ป่านนี้พ่อแม่และป้าคงจะเป็นห่วงมากแล้ว ปอมพยายามคิดว่าจะบอกสาเหตุที่กลับบ้านช้ายังไงดี แต่ที่สำคัญต้องหาที่ซ่อนหนังสือพวกนี้ไม่ให้พ่อกับแม่หรือป้าเห็น ไม่งั้นคงต้องถูกลงโทษหนักจนก้นลายแน่ โทษฐานที่ดูเหมือนจะขโมยของของคนอื่น
“ตูน แกจะอ่านอะไรก่อน” ป่านถาม ขณะยกถุงหนังสือของตัวเองขึ้นบ่า
“ข้าจะอ่านเฒ่าผจญทะเลก่อน มันต้องเกี่ยวกับทะเลแน่ๆ” ตูนตอบพร้อมกับยกถุงหนังสือของตนเองขึ้นพาดบ่า
“ข้าก็จะอ่านเจ้าชายน้อย อยากจะรู้นักว่า งูเหลือมมันกินช้างตัวเบ้อเริ่มอย่างนั้นเข้าไปได้ยังไง”
“แล้วพี่ล่ะ พี่ปอม พี่จะอ่านอะไร” ป่านถามพี่ชายที่เดินนำหน้า และกำลังจะมุดประตูร้านหนังสือออกไป
“กูว่าจะอ่าน….”
“หยุด! ไอ้พวกเหลือขอ!” เสียงกระโชกของชายฉกรรจ์ในชุดตำรวจมากมายกลบเสียงตอบของเด็กชายจนสิ้น
“ออกมา ออกมา! ไอ้พวกลูกหมาเอ๊ย ไม่มีอะไรจะขโมยแล้วรึไง ถึงได้มาขโมยหนังสือเนี่ย พ่อแม่พวกมึงอยู่ไหน ไอ้พวกเชื้อไม่ทิ้งแถว พวกมึงนี่มันขี้ขโมยไม่เลิกจริงๆ” ตำรวจพูดพร้อมกับลากตัวปอมลอดประตูออกไป
“เอ้า! ออกมาสิไอ้ลูกหมา!” ตำรวจอีกนายออกคำสั่งให้ตูนกับป่านที่ยังคงยืนตะลึงอยู่ในร้านหนังสือลอดประตูตามออกมา
ตูนค่อยๆ มุดคอออกไป ในมือยังกำถุงหนังสือไว้แน่น ก่อนที่ตำรวจจะจับแขนของเขาแล้วลากเขาออกมาอย่างรวดเร็ว
“ลีลานักนะมึง ออกมา!” ตำรวจกระชากเสียงอีกครั้ง
ป่านไม่รอช้ารีบมุดตัวตามออกมาอย่างรวดเร็วด้วยความกลัว พร้อมเสียงสะอึกสะอื้น ก่อนจะยกแขนขึ้นป้ายน้ำมูกและน้ำตาที่ไหลเป็นทาง ในขณะที่มืออีกข้างยังกำถุงหนังสือไว้แน่น
“แล้วนี่เงินอะไร! พวกมึงขโมยมาอีกใช่มั้ย” ตำรวจนายหนึ่งล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกงของปอม พร้อมกับหยิบเงินทั้งหมดออกมา
“ไม่ใช่! นั่นเงินขายพวงมาลัย ไม่ได้ขโมย! เอาคืนมา!” ปอมตะโกน พร้อมกับพยายามแย่งเงินคืน
“โกหก ขี้ขโมยแล้วยังขี้โกหกอีกนะมึง” ตำรวจคนเดิมตบหัวปอมจนเซถลาไปข้างหน้า
“แล้วนี่หนังสือพวกนี้ พวกมึงคิดว่าจะเอาไปขายที่ไหน ไอ้เด็กเวรเอ๊ย! ขโมยไม่เลือกเลยนะมึง!” ตำรวจพูดเสียงดัง พร้อมกับแกะมือของป่านและตูน ออกจากถุงหนังสือ
“ไม่ได้ขโมย! แค่ยืมไปอ่าน!” ตูนตะโกนแทรกเสียงสะอื้นให้ของป่านที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความโกรธ เขาโมโหที่ตำรวจพวกนี้ก็คิดว่าคนไม่ใส่รองเท้าทุกคนเป็นหัวขโมย
“ฮ่าๆๆ ไอ้ลูกหมา! ใครจะไปเชื่อหน้าอย่างมึง! ไป! ไปโรงพัก พวกมึงนี่เคยคิดจะทำอะไรดีๆ บ้างมั้ย สร้างแต่ปัญหา!”
เจ็ดโมงเช้า กระจกประตูร้านถูกซ่อมสวยงามเหมือนเดิม เจ้าชายน้อย โต๊ะโตะจัง โลกของโซฟี เด็กชายจากดวงดาว ความสุขของกะทิ และอีกหนังสืออีกหลายเล่มยังคงวางอยู่ที่เดิม…
—————————-